การประเมินสมรรถนะกับกรณีศึกษาเรื่องเด็กดี

Last updated: Jun 9, 2020  |  61 จำนวนผู้เข้าชม  |  สมรรถนะ Competency

การประเมินสมรรถนะกับกรณีศึกษาเรื่องเด็กดี

การประเมินสมรรถนะกับกรณีศึกษาเรื่องเด็กดี

ดร.ปิยะวัฒน์  จารุธนรัตน์กุล
9 มิถุนายน 2563

การประเมินสมรรถนะ  เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความสับสนให้กับผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินในหลายองค์กร  ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากความเข้าใจที่สับสนในเรื่องวิธีการประเมินและอาจจะต้องถอยย้อนกลับไปถึงวิธีการกำหนดสมรรถนะขององค์กร


เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น  ผู้เขียนอยากเล่าให้ฟังถึงกรณีใกล้ตัว เรื่องคุณแม่สองคน  คุยกันเรื่องลูกตัวเองที่ยังเป็นเด็กอนุบาลไร้เดียงสา  ว่าลูกใครเป็นเด็กดีกว่ากัน  โดยคุณแม่ทั้งสองต่างก็เล่าให้ฟังกันและกันว่าลูกตัวเองเป็นเด็กดีกันอย่างไรบ้าง

คุณแม่คนแรก  เล่าให้ฟังว่า  ลูกของเธอเป็นเด็กดี  เพราะเธอสอนว่า ตอนเช้าๆ  เมื่อตื่นนอน  ต้องพับผ้าห่ม  อาบน้ำ แปรงฟัน  ก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน  ต้องสวัสดีทุกคนในบ้าน  และเมื่อกลับมาถึงบ้าน  ต้องเก็บรองเท้านักเรียนในที่ๆ กำหนด  และล้างมือก่อนทานขนม  ซึ่งลูกของตนเองทำได้ทุกอย่าง  เป็นเด็กดีจริงๆ

ส่วนคุณแม่คนที่สอง  ก็เล่าให้ฟังเช่นกันว่า ลูกของเธอเป็นเด็กดี  เพราะเธอสอนว่าตอนเช้าตื่นขึ้นมาต้องไม่ร้องให้งอแง  เมื่อทานข้าวเช้าเสร็จแล้วต้องนำจานข้าวไปเก็บในครัว  ก่อนไปโรงเรียนต้องหอมแก้มคุณพ่อคุณแม่ทุกครั้ง  และเมื่อกลับมาถึงบ้านต้องสวัสดีทุกคนในบ้าน  และล้างมือให้สะอาด  ก่อนทานขนมที่เตรียมไว้ให้  ซึ่งลูกก็ทำได้ทุกอย่าง เป็นเด็กดีจริงๆ

จากกรณีข้างต้นของ”นิยามความเป็นเด็กดี” ของคุณแม่ทั้งสองคน  จะเห็นได้ว่านิยามของความเป็นเด็กดีของคุณแม่แต่ละท่านที่คาดหวังให้ลูกปฏิบัตินั้น จะแตกต่างกันออกไป  และสิ่งที่สำคัญคือความคาดหวังที่ต้องการให้ปฏิบัติดังกล่าวสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงเวลาต่างๆ  ที่กำหนด  ซึ่งเมื่อ “ความเป็นเด็กดี” ได้ถูกกำหนดออกมาให้รู้อย่างชัดเจนแล้วว่า คุณแม่ต้องการให้ลูก “ทำอะไร ตอนไหน”  และเมื่อสามารถสังเกตเห็นได้ว่าลูกทำหรือไม่ทำ ตอนเวลาที่กำหนด  คุณแม่ก็สามารถประเมินได้ว่า ลูกเป็นเด็กดีหรือเปล่า  และถ้าไม่เป็นเด็กดี  เพราะอะไร  หรือเพราะไม่ได้ทำอะไร ตามที่ได้ตกลงกันไว้

หันกลับมาเรื่องการประเมินสมรถนะของบุคลากรในองค์การ  ที่หลายแห่งมีการกำหนดไว้ว่า “เด็กดี” หรือพนักงานที่ดี  จะต้องมีสมรรถนะต่างๆ  โดยการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมอะไรบ้าง  เช่น  การมีจิตใจรักการให้บริการ  การมีความคิดสร้างสรรค์  การเป็นผู้นำ  การมีมนุษย์สัมพันธ์   และมีการอธิบายนิยามต่างๆ ไว้หลายรูปแบบ  แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้พนักงานสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามความคาดหวัง และองค์กรก็สามารถประเมินสมรรถนะได้จริง  ก็คือนิยามของสมรรถนะดังกล่าวจะต้องบอกได้ว่า “จะให้ทำอะไร ตอนไหน”  และสิ่งดังกล่าวต้องสามารถสังเกตเห็นได้จากผู้ประเมิน

 
ดังนั้นหากนิยามของสมรรถนะที่องค์กรกำหนดขึ้น ไม่มีลักษณะเหมือนกรณีการนิยาม “เด็กดี” ซึ่งอยู่บนหลักการ STAR คือ  Situation – Task – Action – Result ดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ความสับสนและปัญหาต่างๆ ก็จะตามมาอย่างไม่สิ้นสุดในระบบบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรอย่างแน่นอน

Powered by MakeWebEasy.com